วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจล่าสุดของ สี จิ้นผิง กับโอกาสของไทย

0

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา สภาธุรกิจไทย-จีน ได้จัดแถลงข่าวขึ้นในหัวข้อ “วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจล่าสุขของสี จิ้นผิง กับโอกาสของไทย” ขึ้นที่ห้อง Activity สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีคุณสุนทร ว่องกุศลกิจ ประธานสภาธุรกิจไทย-จีน เป็นประธานกล่าวต้อนรับคณะกรรมการ,สมาชิกสภาฯ และสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมาก โดยมีกรรมการสภาฯ ร่วมแถลงข่าวดังนี้

คุณวิกรม กรมดิษฐ์ รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน ด้านการลงทุนและประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย-จีน ไว้ว่าจีนในขณะนี้มีตัวเลข GDP ที่ 12,269 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่มีเงินทุนสำรองที่ 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้จีนเป็นประเทศมีเงินทุนสำรองมากที่สุดในโลก ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา GDP จีน โตที่ 98% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก จีนมีปริมาณการค้าที่ 4.22 ล้านล้านเหรียญทำให้จีนมีขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลาดของจีนนั้นใหญ่มากโดยเฉพาะการบริโภค นอกจากนี้ ความต้องการของจีนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเส้นทางการขยายการค้าของจีนที่ต้องการเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ จีนต้องการเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะทางออกทะเลด้านตะวันตกและทางตอนใต้ ซึ่งเส้นทางดังกล่าวได้แก่ East-West corridor ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมยูนานกับไทย โดยจีนจะใช้เป็นเส้นทางนำผลไม้เมืองหนาวและสินค้าจีนลงมากระจายในภูมิภาคต่างๆ และขากลับนั้นก็สามารถนำอาหารทะเลและผลไม้เมืองร้อนที่ไทยโดยเฉพาะทุเรียนกลับไปได้ ซึ่งจีนสามารถใช้เส้นทางนี้เชื่อมโยงจีนกับแปซิฟิคได้

อีกส่วนที่สำคัญคือท่าเรือน้ำลึกจองเพียวซึ่งสร้างในพม่าเพื่อเป็นทางออกสู่ตะวันตก (สหภาพยุโรป) ตะวันออกกลาง อาฟริกา และอินเดียได้ เพื่อลดต้นทุนสินค้าและเวลาได้เป็นอย่างดี อีกที่หนึ่งคือท่าเรือไฮฟองโดยการลงทุนของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีท่าเรือทวาย ซึ่งต่างๆ เหล่านี้จีนจะใช้เพื่อการลงทางใต้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีส่วนของรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง คุนหมิง เวียงจันทร์ ไทย สิงคโปร์ ด้วย
จะเห็นได้ว่าเส้นทางต่างๆ ที่ว่ามานั้นต้องผ่านไทยทั้งสิ้น ดังนั้นนักธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องตื่นตัว และหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรที่จะหาทางดึงนักลงทุนจีนมาลงทุนหรือร่วมลงทุนที่ไทยได้ สภาธุรกิจไทย-จีนเองก็เป็นองค์กรหนึ่งที่จะเป็นสะพานที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจไทย และนักธุรกิจจีนให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือกันได้ ซึ่งที่ผ่านมาสภาฯ ได้จัดทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดมาไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับคณะจากภาครัฐและภาคเอกชนของจีน และการจัดกิจกรรมการดูงานโรงงานของคนจีนที่มาลงทุนในไทยรวมทั้งการดูงานที่ประเทศจีนด้วย

คุณไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่าการค้าของจีนจากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างเช่นเดิมนั้นจีนเป็นโรงงานของโลก แต่ปัจจุบันนอกจากเป็นโรงงานของโลกแล้วยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลกด้วย นอกจากนี้จีนยังได้นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและการค้ามากขึ้นด้วยไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตหรือ Application ต่างๆ ซึ่งจีนนิยมใช้ We chat แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นภาษาจีนกลางเท่านั้น นอกจากนี้จีนยังให้ความสำคัญกับการบริการทั้งก่อนและหลังการขายเป็นอย่างมาก รวมถึงคุณภาพของสินค้าด้วย

ในอดีตนั้น จีนให้ความสำคัญกับลูกชายมาก แต่เนื่องจากนโยบายการมีบุตรคนเดียวของรัฐบาลจีนที่ใช้มานานนั้นคนจีนก็ให้ความสำคัญกับลูกสาวมากขึ้นไม่ต่างกัน เนื่องจากเด็กหญิงที่เกิดขึ้นทุกๆ 100 คนจะมีเด็กชายเกิดมา 117 คน จึงทำให้อัตราส่วนผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายเป็นเหตุผลให้หาเจ้าสาวจากต่างประเทศ ในบ้านที่มีลูกสาวนั้นจึงให้ความรักและประคบประหงมกับลูกสาวมาก ผู้ชายที่จะมาขอลูกสะใภ้นั้นจำเป็นต้องมี 4 C คือ 1. Cash 2. Car 3. Credit card และ 4. Condo จึงทำให้ผู้ชายต้องขยันทำงานหนักมากขึ้นด้วย ในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนของคนจีนจึงทำให้มีความสิ้นเปลืองมาก แต่ภาระของเด็กที่เกิดขึ้นมาหนึ่งคนก็เยอะเช่นกันคือต้องดูแล พ่อ แม่ ปู่ ย่า หรือ ตายาย ดังนั้นสินค้าที่เกี่ยวกับเด็กและผู้สูงอายุจึงเป็นที่นิยมของคนจีนมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ โดยเรื่องราคานั้นคนจีนมีกำลังซื้อมากอยู่แล้ว
ในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เช่นกันปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนเติบโตมาก นักธุรกิจไทยที่เดิมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กับญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวก็ควรที่จะหันมาให้ความสำคัญกับจีนด้วยเช่นกัน นอกจากด้านอุตสาหกรรมแล้วจีนยังเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่มาก ด้วยปริมาณประชากร 1,400 ล้านคน ไทยควรคำนึงถึงการหาความร่วมมือด้านการค้ากับจีนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันไทยทำการค้ากับมาเลย์เป็นอันดับหนึ่ง และญี่ปุ่นเป็นอันดับสอง
ดังนั้น ไทยต้องคำนึงถึงแล้วว่าเราอยู่ใต้ยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีการบริโภคที่สูง จึงจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้อย่าให้หลุดมือไป

คุณมาณพ เสงี่ยมบุตร รองเลขาธิการ ได้วิเคราะห์ว่านโยบายใหม่ของจีนที่ออกมามีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ประเด็นได้แก่
1. การให้สัญญาณว่ารัฐบาลลดบทบาทการดำเนินธุรกิจลง โดยมุ้งเน้นการกระจายอำนาจการบริหาร เน้นลดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุน
2. มีการปฏิรูประบบธนาคารและการเงิน เพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน มีการเปิดเสรีอัตราดอกเบี้ยทั้งขาขึ้นและขาลง นอกจากนี้ก็ได้มีการเปิดเขตการค้าเสรีเพิ่มขึ้นด้วย
3. การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น ปรับปรุงระบบรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น ส่งเสริมให้ภาคการเกษตรให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เน้นการบริโภคภายในประเทศ
นอกจากนี้ก็เน้นการเป็นมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลของโลกด้วยการให้เงินหยวนมีบทบาทในต่างประเทศ โดยการผลักดันให้เอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ด้วยนโยบาย “ก้าวออกไป” ซึ่งเป็นผลให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะกระจายออกไปลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งหมายถึงไทยด้วย

คุณเอนก ศรีชีวะชาติ รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน ด้านการท่องเที่ยวและบริการ ได้ให้ความเห็นว่า เกี่ยวกับนโยบายการท่องเที่ยวที่รัฐบาลจีนออกมาเป็นกฎหมายการท่องเที่ยวเมื่อประมาณตุลาคม ปี 56 นั้น ออกมาในลักษณะคุ้มครองผู้บริโภค มีข้อบังคับเกี่ยวกับการห้ามขายทัวร์เสริมและบังคับช้อปปิ้งของทัวร์ ซึ่งก็มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของคนจีนอยู่มาก ซึ่งดูได้จากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจีนทั้งจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและจาก ATTA เองในเดือนเดียวกันระหว่างเดือน ต.ค – ธ.ค ปี 55 เปรียบเทียบกับปี 56 มีอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลจากกฎหมายที่ห้ามให้มีการขายทัวร์เสริมกับนักท่องเที่ยวจีนเอง โดยในการขายทัวร์ไม่ว่าจากจีนมาไทย หรือทัวร์คนไทยไปจีนเองมีราคาที่ถูกมาก แต่จะบังคับให้ช้อปปิ้งและทัวร์เสริมจากแพ็คเกจที่ออกในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงเกินครึ่ง ซึ่งปกติแล้วการขายทัวร์เสริมจากแพ็คเกจปกตินั้นมีอยู่จริง แต่เมื่อเสนอไปแล้วถ้านักท่องเที่ยวไม่ซื้อเพิ่มนั้นก็ไม่เป็นไร แต่กับนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวนั้นจะเป็นแนวการบังคับให้ซื้อ ซึ่งตรงนี้จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยกับคนจีนมาก
ส่วนตัวเลขการท่องเที่ยวของคนจีนมาไทยเปรียบเทียบในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 55 กับปี 56 นั้นตัวเลขตกลงอย่างเห็นได้ชัดมาก แต่ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไทยบวกเข้าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางวิทยากรได้สรุปว่าการที่นักลงทุนไทยหวังว่าจะไปลงทุนที่จีนนั้นค่อนข้างยาก ทางที่ดีควรจะดึงนักลงทุนจีนมาร่วมลงทุนที่ไทยมากกว่า

Share.

About Author