มองการค้าไทย-จีนยุค Great Renaissance

0

โดย ชาญ สิริมนตาภรณ์

บรรยากาศใหม่ในประเทศจีน

จีนได้ผู้นำและผู้บริหารประเทศชุดใหม่ซึ่งนำโดย ประธานธิบดี สี่ จิ้น ผิง และนายกรัฐมนตรี หลี เค่อ เฉียง โดยผู้นำจีนชุดใหม่นี้โดย สี่ จิ้น ผิง ก็ได้ประกาศในหลายครั้งว่าจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่เขาเรียกว่ายุค Great Renaissance “ยุคฟื้นฟูครั้งใหญ่ของจีน” หรือยุคเรอเนสซองของจีน ตามแบบที่ยุโรปมียุคเรอเนสซอง ที่มีการฟื้นฟูความเจริญเทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรมสังคมครั้งใหญ่ในของยุโรปในช่วง ศตวรรษที่ 14 – 17 ผู้นำใหม่ชุดนี้ได้เล็งเห็นถึงปัญหาภายในประเทศที่กำลังก่อตัวขึ้นและเริ่มที่ขยายวงมากขึ้น ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ “ปัญหาเรื่องความนึกคิดของคนในชาติต่อนโยบายการบริหารประเทศ” จีนอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกแบบทุนนิยมที่ยังสามารถควบคุม และคัดกรองข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้ นโยบายใหม่นี้จึงถูกกล่าวขึ้นให้ประชาชนจีนทราบว่า ขณะนี้คือยุคใหม่ของจีน ยุคที่คนจีนสามารถเชื่อมั่นในรัฐบาลและสามารถมีฝันได้ที่เรียกว่า Chinese dream เหมือน American dream ที่คนอเมริกันฝันว่าอยากมีฐานะดี มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว มีรายได้และหลักประกันในชีวิต ประเทศจีนจึงประกาศเช่นกันว่า ต่อแต่นี้ Chinese dream จะเป็นจริง คนจีนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำจะลดลง คอรับชั่นในรัฐบาลจะน้อยลง ประชาชนจะเชื่อถือและมั่นใจในรัฐบาลได้และรัฐจะทำให้ชีวิตคนจีนดีขึ้น นับเป็นการพลิกตัวของคณะบริหารประเทศชุดใหม่ที่ชิงปรับตัวก่อนที่ประชาชนจะเหนื่อยหน่ายกับการปกครอง เพราะปัญหาคอรับชั่น การวางตัวของข้าราชการ ในปัจจุบันนั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากมายในหมู่ประชาชนจีน

โดยเนื้อหาของการปรับเปลี่ยน แนวคิดของข้าราชการเริ่มจากการที่ให้ข้าราชการทำตัวให้เป็นคนธรรมดา ห้ามสั่งอาหารเลี้ยงแพงๆ ของขวัญไม่ให้รับ พิธีการหรูหราปูพรมแดงให้ข้าราชการเดินให้ตัดออก แนวคิดนี้คาดว่าจะทำให้ยอดขายร้านอาหารและโรงแรมส่วนงานเลี้ยงจะลดลงถึง 30 % เลยทีเดียว บทบาทใหม่ของรัฐบาลนี้จะเน้นความขาวสะอาดมีประสิทธิภาพ และเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์จะทำให้ประชาชนพอใจและมั่นใจในวิธีการปกครองของรัฐบาลชุดเดียวแบบจีน อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติได้ซึ่งจะทำให้การลงทุนและการค้าของจีนเป็นสากลและเชื่อถือได้ในเวทีการค้าโลก “Great Renaissance” นับเป็นวาทกรรมที่น่าจะสร้างความแตกต่างได้ดีจากคณะบริหารชุดก่อนๆด้วย

ในเรื่องประชาชนจีนพยามลดช่องว่างคนรวยและจน ให้คนจนได้มีโอกาสซื้อบ้าน หรือทำความเจริญให้เกิดขึ้นในภาคตะวันตก และตอนกลางของประเทศเพื่อไม่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานเป็นแรงงานในภาคตะวันออกติดชายฝั่ง การทำให้แรงงานไม่ต้องพลัดบ้านพลัดถิ่นจะช่วยลดปัญหาด้านครอบครัวและสังคม อีกทั้งเรื่องสุขภาพเป็นอีกประเด็นที่คนจนไม่สามารถมีสิทธิในการรักษาพยาบาลได้เหมือนคนมีฐานะดี จีนจึงจะปรับใหญ่ในเรื่อง social welfare โดยพยายามทำนโยบายคนจีนเข้าถึงระบบประกันสุขภาพให้ได้มากที่สุด

ในด้านธุรกิจ บริษัทจีนถึงยุคที่ปรับตัวเอง เนื่องจากค่าแรงในจีนที่ปรับขึ้นตลอดในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้สินค้าจีนปัจจุบันไม่ถูกเหมือนเมื่อก่อน บริษัทเล็กๆหลายๆแห่งในจีนต้องประสบปัญหาเรื่องต้นทุน แต่รัฐบาลเองก็พยามสนับสนุนให้บริษัทเหล่านี้อยู่ได้และปรับตัว แต่รัฐบาลยังเน้นจริงๆก็คือรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆของจีน ซึ่งจีนจำเป็นต้องสนับสนุนเพราะมีความเป็นไปได้ที่รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะไปท้าชิง ต่อสู้กับบริษัทต่างชาติในระดับโลก เงินกู้ที่ธนาคารในจีนปล่อยสินเชื่อส่วนใหญ่ก็ไปยังบริษัทขนาดยักษ์ และรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เหล่านี้มากกว่าจะไปถึงบริษัทเล็กๆ SMEs สัดส่วนเป็นถึง 70 : 30 เลยทีเดียว

จีนประกาศความยิ่งใหญ่ผ่านอาเซียน

นอกเหนือจากการปรับตัวเองในประเทศแล้ว จีนยังต้องออกมาแสดงบทบาทในเวทีโลกด้วย การที่จีนกลายเป็นมหาอำนาจในเอเซียในวันนี้ทำให้จีนเริ่มแสดงบทบาทที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต โดยท่าทีจีนต่อญี่ปุ่นในเรื่องเขตแดนหมู่เกาะพิพาท ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้โลกรับรู้ว่าจีนคือเจ้าเอเซียตัวจริง อีกทั้งการลงทุนในโครงการมากมายต่างๆในภูมิภาคอาเซียนย่อมทำให้จีนมีบทบาทสูงมากในอนาคต แต่บทบาทพี่ใหญ่ของจีนก็ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประเทศอื่นๆ ด้วยในเวลาเดียวกันเช่นเรื่องแม่น้ำโขงก็เป็นอีกประเด็นที่จีนต้องวางตัวให้ดี มิฉะนั้นอาจจะส่อเค้ากลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคได้ สาเหตุก็เพราะโรงไฟฟ้าและเขื่อนที่จีนสร้างไว้ช่วงต้นของแม่น้ำในมณฑลยูนนานกว่า 4 เขื่อนและอีกเกือบสิบเขื่อนที่กำลังก็สร้างอยู่ ถ้าจีนยังมีการกักน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และทำให้ระดับน้ำต่ำจนประเทศด้านล่างของลำน้ำต้องเดือดร้อนกว่านี้ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต

การลงทุนทางตรงของนักธุรกิจจีนในอาเซียนเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลจีนผลักดันอย่างเต็มที่ บริษัทจีนมากมายออกมาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดฯ มาเลเซีย ไทย รวมถึงลาว กัมพูชาและพม่าที่จีนไปทำโครงการต่างๆไว้มากมาย ไทยต้องคว้าโอกาสที่ดีนี้ไว้ ในช่วงเดือนก่อนหน้านี้ไทยก็ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยปรับกฎใหม่ให้บริษัท โฮลดิ้งที่ไม่มีธุรกิจในไทยเลยสามารถจดทะเบียนในไทยได้ ซึ่งจุดนี้จะเป็นการดึงบริษัทจีนที่ประการกิจการในจีน และอยากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีนแต่ไม่มีโอกาสเนื่องจากต้องรอคิวกว่า 4 ปี บริษัทเหล่านี้ก็สามารถมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและเปิดสำนักงานใหญ่เป็นโฮลดิ้งคอมปะนีในไทยได้ เพราะใช้เวลาในการยื่นขอเร็วกว่ามาก การปรับนโยบายของไทยในลักษณะนี้น่าจะเกิดขึ้นอีกให้มากในหลายๆแบบ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและโอกาสจากประเทศจีนที่กำลังกระหายจะออกนอกประเทศ และเพื่อให้ไทยเป็นผู้นำอาเซียนอย่างแท้จริงสมกับที่สหรัฐฯและอีกหลายประเทศมหาอำนาจมองไทยไว้เช่นนั้น ฉะนั้นการเตรียมบุคลากรในไทยจึงจำเป็นมากในยุคต่อจากน ี้เพื่อรองรับทั้งการเข้ามาของทัพนักธุรกิจจีนและการกระโดดออกไปยังอาเซียนของนักธุรกิจไทยเอง

Share.

About Author