นโยบายคณะผู้นำจีนใหม่ต่ออาเซียนและไทย

0

โดย ชาญ สิริมนตาภรณ์

           คณะบริหารชุดใหม่ของจีน นำโดย ประธานาธิบดี สี่ จิ้น ผิง โดยมีคณะกรรมการพรรค โปลิตบูโร 7 คน จากเดิม 9 คน เป็นการลดลงครั้งแรก เพื่อความคล่องตัวในการตัดสินใจขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งในการฟอร์มคณะบริหารใหม่ชุดนี้มีความขัดแย้งภายในกันพอสมควร นับจากกรณี ของ ปอ ซี ไหล ที่ทำให้ภายในปักกิ่งต้องมีการต่อรองและประสานประโยชน์กันระหว่างสองขั้วใหญ่ในพรรค คือขั้วเซี่ยงไฮ้ ที่เอียงไปทางทุนนิยม และ ขั้ว ปักกิ่ง ซึ่งเป็นแนวอนุรักษ์นิยม ประธานาธิบดี สี่ จิ้น ผิง มาจากกลุ่มเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีเจียง เจ๋อ หมิน วางรางฐานตัว สี่ จิ้น ผิง มานานพอสมควร ส่วนกลุ่มปักกิ่งคือ อดีตประธานาธิบดี หู จิ่น เทา ซึ่งคราวนี้ก็ได้ต่อรองจนทำให้กลุ่มปักกิ่งได้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคือ นายหลี่ เค่อ เฉียง ก็นับว่าลงตัวทั้งสองขั้วใหญ่ได้ดี

โดยพื้นเพ สี่ จิ้น ผิง เป็นลูกของอดีตรองนายกฯ ซึ่งเคยพลิกประเทศจีนร่วมกับเหมา เจ๋อ ตุง มาแล้ว แต่ด้วยการเมืองที่พลิกผันทำให้ครอบครัว ของ สี่จิ้นผิงต้องระหกระเหินไปอยู่ชนบทตอนกลางของประเทศ ในสภาพเกือบเหมือนชาวบ้านธรรมดาที่ลำบากอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสถานะในปักกิ่งในอดีตเมื่อรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้ สี่ จิ้น ผิง จึงเข้าใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านมาก จะเห็นได้จากเมื่อขึ้นตำแหน่งท่านก็ได้ประกาศแนวทางปฏิบัติตัวของผู้บริหารพรรค และผู้บริหารมณฑลทั้งประเทศให้ยึดถึงแนวสมถะ และลดความหรูหราเอกสิทธิ์ที่ข้าราชการจีนมีมานานในสายตาของประชาชน (แต่แท้จริงแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเทรนของทั่วโลกที่ไม่อยากให้ผู้บริหารประเทศมีความเหลื่อมล้ำกับประชาชนมากจนเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนได้ดังเช่นใน อียิปต์ ซีเรีย ลิเบีย และอื่นๆ)

นโยบายเศรษฐกิจจีน

อาเซี่ยนเป็นเป้าหมายของจีนมานานแล้ว นับตั้งแต่ช่วงต้นของปี 2000 จีนวางแนว ไชน่า อาเซี่ยนไว้อย่างดี ถึงกับตั้งเมืองหนานหนิง ทางตอนใต้ของจีนเป็นฮับในการค้าขายกับอาเซี่ยนผ่านการจัดงานเอ๊กซ์โปและการประชุมทุกปี ความพยายามวางบทบาทของจีนในอาเซี่ยนที่จะเป็นพี่ใหญ่คือการประกาศให้โลกรู้ว่าภูมิภาคนี้มีพี่ใหญ่คือจีน ไม่ใช่สหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้จีนจึงต้องซื้อสินค้าจากอาเซียนให้มาก และมาลงทุนในอาเซียนให้มาก ไม่เช่นนั้นจะเป็นพี่ใหญ่ได้อย่างไรถ้าอยู่เฉยๆไม่เคยให้ประโยชน์ไม่มีบทบาทกับน้องๆเลย ไทยเป็นเป้าหมายหลักของจีนในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้นการลงทุนสาธารณูปโภคโครงการยักษ์ ทั้งท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง ถนนเชื่อมต่อถึงจีน การค้า การย้ายฐานโรงงานมาไทยเพื่อเจาะอาเซี่ยน การท่องเที่ยวจึงไหลมายังไทยมากมาย การค้าระหว่างจีนและอาเซี่ยนโตถึง เกือบ 25% ในปีที่ผ่านมา กลายเป็นคู่ค่าสำคัญมากๆของจีนแล้วขณะนี้

Logistics คือเป้าหมายรุกอาเซียนของจีน ประเทศจีนมีการวางแนวให้การพัฒนาประเทศหมุนไปยังฝั่งตะวันตกมามากกว่าสิบปีแล้ว โดยมีเฉินตู ฉงชิ่ง เป็นหลัก และตอนนี้ก็มี หนานหนิงเพิ่มเข้ามาในเรื่องอาเซียน-จีน การปรับโรงงานต่างๆเข้าไปฝั่งตะวันตกทำให้คนในตะวันตกมีงานทำมีเงิน เจ้าของโรงงานก็ดีด้วยเพราะค่าแรงถูกกว่าตะวันออกชายฝั่งมาก และแรงงานยังมีเหลือเฟือไม่ต้องแย่งกันเหมือนที่แถบชายฝั่งที่ ค่าแรงแพงมากจากการปรับขึ้นตามเงินเฟ้อและภาคบริการที่ขยายตัวในเมืองแถบชายฝั่งทำให้ แรงงานอยากไปอยู่ภาคบริการเพราะงานสบายเงินดีกว่าภาคผลิต นโยบายโลจิสติกส์ของจีนก็คือการทำให้ถนนและการเดินทางของคนและสินค้ามายังอาเซียนได้สะดวกขึ้น เพื่อให้สินค้าจากภาคตะวันตกของจีนไหลลงมาไทย ลาว เวียตนาม พม่า กัมพูชา ได้เร็วขึ้นง่ายขึ้น รถไฟความเร็วสูง หรือถนนจึงเกิดขึ้นจากแรงผลักแรงเงินทุนของจีนทั่วทั้งภูมิภาคนี้ ในระยะยาวการผลิตของจีนจะได้เติบโตแบบไร้ขีดจำกัดถ้าสามารถส่งลงมาขายประเทศข้างล่างได้สะดวกขึ้น เป็นการพัฒนาภาคตะวันตกที่ยากจนได้อย่างฉลาดและยังได้สร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน การไหลไปมาของสินค้าและคน ในกลุ่มประเทศในแหลมอินโดจีนและอาเซี่ยนในภาพรวมด้วย อีกทั้งการที่จีนมาตั้งโรงงานในไทย หรืออาซียนจะทำให้สามารถใช้วัตถุดิบในอาเซียนผลิตจนสำเร็จ แล้วส่งสินค้าไปได้ทั่วในกลุ่มและส่งกลับประเทศได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่มีวัตถุดิบสมบูรณ์มากในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสมบูรณ์และพร้อมกว่าในประเทศจีนมากในเรื่องอาหาร

ธุรกิจที่จีนกำหนดไว้เป็นเป้าหมายรุกอาเซียน ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่จีนชำนาญมากผ่านทางงานสาธารณูปโภคยักษ์ เมกก้าโปรเจกค์ในหลายประเทศ เช่น ท่าเรือ ท่อส่งกาซ ถนน และ รถไฟความเร็วสูง และ การผลิตแบบโรงงานที่เป็น SMEs จีนที่มาตั้งโรงงานในไทยและอินโดนีเซีย รวมถึงการธนาคารการเงินที่ต้องนำเงินหยวนมาขยายบทบาทในอาเซียนให้ได้ เพื่อแข่งกับดอลลาร์ของอเมริกา โดยพยามจะให้เงินหยวนเป็นสื่อกลางในการค้าขายระหว่างอาเซียนและจีน ซึ่งหลายธนาคารจีนเช่น ICBC , Bank of China ก็เสนอบริการนี้แล้วในหลายประเทศ และจีนยังพยามจะให้เงินหยวนเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆในอาเซี่ยนด้วย

สรุป ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวอีกมากทั้งเรื่องอาเซียนเองที่จะไม่มีกำแพงภาษี และการเปิดเสรีมากขึ้นมากในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งยังมีจีนซึ่งกำลังไหลบ่ามาไทย และประเทศในอาเซียนด้วยเงินทุนที่พร้อมและรัฐบาลจีนที่มาวางฐานให้ก่อนแล้วผ่านโครงการยักษ์มากมายในภูมิภาคนี้ ผู้ผลิตไทยคงต้องพึ่งนวัตกรรมในการออกแบบ และพัฒนาโนฮาวการผลิต การวิจัยให้มากขึ้น การสร้างแบรนด์ เพื่อรองรับภาวะไร้พรมแดนที่จะเกิดขี้นนี้ ราชการไทยเองก็ต้องปรับเพื่อช่วยกิจการไทยด้วย เพราะในจีนมาตราการ non tariff มีมากมายทั้งระดับชาติและระดับมณฑล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมต่างๆมากมาย แต่ในไทยเราถ้าราชการไม่มีการกั้นบ้าง กรองบ้าง ช่วยคนไทยด้วยกันอาจจะถูกกลืนได้อย่างรวดเร็ว

Share.

About Author