เศรษฐกิจจีน: ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการปฏิรูปเศรษฐกิจ

0

ปี 2016 เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 เติบโตถึง 6.7% โดยขับเคลื่อนด้วยแรงกระตุ้นของนโยบายรัฐเป็นหลัก การเติบโตที่สูงกว่าคาดสะท้อนถึงความพยายาม ของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนซึ่งเติบโต 8.3%YTD ในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงเติบโตอย่างช้าๆ เพียง 3.1%YTD โดยหนึ่งในสี่ของการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนในภาคอสังหาฯ ซึ่งกำลังเผชิญกับความเสี่ยงฟองสบู่ นอกจากนี้ การเติบโตในไตรมาส 3 ยังได้แรงหนุนจากภาคการผลิตที่กลับมาขยายตัวอีกครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกที่ยังคงไม่ดีนัก ภาคการส่งออกยังคงหดตัวต่อเนื่อง และปัญหาเงินทุนไหลออกยังไม่มีทีท่าที่จะผ่อนคลายลง โดยล่าสุดการเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้งเป็นแรงกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลงถึง 7% จากต้นปี ไปแตะที่ 6.92 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 8 ปี ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการควบคุมเงินทุน เช่น การเข้มงวดการลงทุนนอกประเทศเพื่อไม่ให้มีการแอบอ้างแปลงบัญชีเป็น Outward Direct Investment (ODI) และควบคุมปริมาณการนำเข้าทองคำ

 

อีไอซีคาดว่าในปี 2017 แรงส่งจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นและความพยายามที่จะพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยผลักดันให้จีนสามารถขยายตัวได้ 6.5% ใกล้เคียงกับเป้าหมาย การปฏิรูปเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินอยู่แต่ชะลอลง เนื่องจากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายสนับสนุนการเติบโตระยะสั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจก่อนการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในปลายปีซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับผู้นำพรรค ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินและการคลัง โดยด้านการเงิน ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) น่าจะลดอัตราเงินสำรองของธนาคารได้อีก 1-2 ครั้ง เพื่อยังคงสภาพคล่องของตลาดภายในประเทศ ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น สำหรับด้านการนโยบายการคลัง รัฐบาลจีนยังคงเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณที่ 3% ของ GDP เท่ากับในปี 2016 โดยอาจมีการใช้จ่ายนอกงบประมาณเพิ่มเติมเช่นเดียวกับใน 2-3 ปีที่ผ่านมา

ความท้าทายของรัฐบาลจีนในปี 2017 คือการจัดการกับผลข้างเคียงของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฎชัดขึ้น ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดอสังหาฯ และหนี้ที่ยังขยายตัวจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐยากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการใช้นโยบายที่เน้นการก่อหนี้ เช่น มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่าย หรือ มาตรการเร่งการลงทุนที่อยู่อาศัย โดยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2016 รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เห็นได้จากมาตรการเพื่อควบคุมราคาอสังหาฯ ในเมืองใหญ่ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางตุ้ง เทียนจิน และฉงชิ่ง ซึ่งเติบโตถึง 44% ในเดือนมกราคม 2015 ถึงเดือนตุลาคม 2016 (อ่านเพิ่มเติมที่ BOX: ฟองสบู่อสังหาฯ จีน…เรื่องจริงหรือภาพลวงตา)

นัยต่อเศรษฐกิจไทย

• เงินทุนไหลออกจากจีนและค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงมีส่วนกดดันค่าเงินบาทและสกุลเงินอื่นในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยอีไอซีมองว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปที่ 7.25 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปลายปี 2017

• นักท่องเที่ยวจีนที่ได้รับผลกระทบจากทัวร์ศูนย์เหรียญน่าจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาส 2 ของปี

• หากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เกิดขึ้น จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับจีน

Share.

About Author